สรวรรธน์ นิลรัตนกุล (โฟล์ค)

เขียนยังไงให้ไม่ AI SLOP?

คนอ่านอาจไม่ได้ต้องการให้เรามีคำตอบทุกครั้ง
บางครั้งเขาแค่อยากเห็นว่า คนจริงๆ คนหนึ่งเห็นอะไร สงสัยอะไร และกำลังหาคำตอบยังไง

เมื่อไม่กี่ปีก่อน
คอนเทนต์ที่ผมเสพส่วนมากจะมี Framework สำเร็จค่อนข้างชัด
เขียนคอนเทนต์เป็นสรุป
เป็นขั้นตอน How to
เป็นกระบวนการเพื่อให้ได้ผลลัพธ์บางอย่าง
ทว่าทุกวันนี้ AI ทำเรื่องนี้ได้ดีมาก
ดีจนบางครั้งผมเองก็คิดเลยว่า เราจะเขียนไปทำไม ในเมื่อ AI เขียนเรื่องแบบนี้ได้ดีขนาดนี้

จากที่ผมทั้งเขียนมือเองบนเพจและโปรไฟล์ส่วนตัว
และใช้ AI ในการสร้างบทความมาแล้วทั้งคู่
ผมได้ข้อสรุปประมาณนี้

1) คนอ่านอาจไม่ได้ต้องการให้เรามีคำตอบทุกครั้ง

ตอนผมเขียนบทความใหม่ๆ
ผมยัดข้อสรุปอัดแน่นและอธิบายหรือเล่าย่อๆ
ทั้งๆ ที่หนึ่ง paragraph สามารถเป็นอีกบทความหนึ่งต่างหากได้เลย
คือผมต้องการให้คนอ่านได้ประโยชน์มากๆ
สิ่งที่เกิดขึ้นคือ มีเพื่อนบอกว่าทรงการเขียนผมเหมือนกลายเป็น Life Coach ไปซะอย่างนั้น 5555+

ผมเลยสงสัยว่า จริงๆ ผมไม่ได้อยากโค้ชใครนะ
ผมแค่อยากใช้ชีวิตของผม
สังเกตและบันทึกมัน
หาทางแก้ปัญหา
แล้วก็เอามาแบ่งว่าผมแก้ปัญหาไหนยังไง
เพราะคิดว่าบางปัญหาที่ผมแก้ น่าจะมีคนเจอเหมือนกัน

แต่พอเพื่อนว่างั้น ผมเลยลองถอยมาก้าวหนึ่งแล้วเขียนให้สั้นลง
บางทีก็เขียนจบแค่ข้อสังเกตที่มีกับเรื่องเรื่องหนึ่งก็มี
ที่ผมสังเกตได้คือ งานเขียนจาก AI ที่ผมเจอส่วนมากไม่ค่อยมีงานเขียนแบบนี้
ไม่ใช่เพราะมันก๊อปวิธีเขียนไม่ได้
แต่เพราะปกติเวลาเราเรียก AI มาใช้ เรามักจะเรียกมันมาเพื่อให้ทำอะไรบางอย่างให้เรา

สรุปให้หน่อย
อธิบายให้หน่อย
เขียนให้หน่อย
ตอบคำถามนี้ให้หน่อย

มันเลยทำให้ AI สามารถลอกวิธีการเขียนนี้ แล้วพิมพ์ซ้ำเป็นร้อยๆ วันได้

ที่มันต่างกันจริงๆคือไม่มี “คน” ที่ใช้ชีวิตนั้นจริงๆ อยู่เบื้องหลังงานเขียน
ตรงนี้ไม่ได้มีแค่ความรู้สึกผมอย่างเดียวเหมือนกัน

Kirk และ Givi (2025) ทดลองเรื่องนี้ 7 ครั้งกับข้อความทางการตลาด แล้วพบว่า เมื่อคนเชื่อว่าข้อความที่สื่ออารมณ์ถูกเขียนโดย AI แทนมนุษย์ คนมีแนวโน้มรู้สึกว่าข้อความนั้นจริงใจน้อยลง และตอบรับกับมันแย่ลง
แต่ผลแบบนี้ลดลง ถ้าข้อความนั้นเป็นข้อมูลตรงๆ มากกว่าเรื่องอารมณ์ หรือ AI แค่ช่วยแก้ไขงานของมนุษย์ แทนที่จะเป็นคนเขียนทั้งหมดเอง

อีกงานของ Brüns และ Meißner (2024) ทดลองกับคอนเทนต์ Social Media ของแบรนด์ 3 ครั้ง ก็เจอไปในทางคล้ายกัน
เมื่อคนรู้ว่าแบรนด์ใช้ AI สร้างคอนเทนต์ พวกเขามีแนวโน้มรู้สึกว่าแบรนด์นั้นมีความเป็นของจริงน้อยลง

แต่ผมสงสัยว่า คุณค่าของงานเขียนจากคนอาจมีอีกส่วนหนึ่งที่ไม่ได้อยู่ที่ “ผลลัพธ์” อย่างเดียว
เพราะผลลัพธ์จากงานวิจัยตรงนี้ให้ผลด้านลบลดลง เมื่อ AI ถูกใช้เป็นตัวช่วยมนุษย์ มากกว่าเข้ามาแทนมนุษย์ทั้งหมด

ผมเลยไม่ได้คิดว่าปัญหาคือ
“ใช้ AI = งานไม่มีความเป็นมนุษย์”
แต่มันทำให้ผมสงสัยมากขึ้นว่า
ใครหรืออะไรอยู่เบื้องหลังข้อความนั้นอาจมีผลกับความหมายที่คนอ่านได้รับจากมันด้วย

2) บางครั้งเขาแค่อยากเห็นว่า คนจริงๆ คนหนึ่งเห็นอะไร สงสัยอะไร และกำลังหาคำตอบยังไง

เพื่อนผมบางคนขอคำปรึกษา AI อยู่เสมอๆ
และรู้สึกชอบคำตอบของ AI
แต่ถึงกระนั้น เขาก็มาถามผมเสมอๆ ว่า
“มึงคิดว่าไงวะ”

ไม่ว่า AI จะให้คำปรึกษาได้ดีแค่ไหน
จากสิ่งที่ผมเจอกับคนรอบตัว ผมเริ่มสงสัยว่า บางครั้งเราไม่ได้อยากได้คำตอบเพิ่มอีกหนึ่งคำตอบ
เราอาจแค่อยากรู้ว่า
คนคนนี้ที่เรารู้จัก เขามองเรื่องเดียวกับเรายังไง

ต่อให้คำตอบมันไม่ชัด
ไม่แน่นอน
หรือไม่ได้แก้ปัญหาให้เสร็จเลยก็ตามที
หลายครั้ง ผมเชื่อว่าคนเราแค่อยากให้มีใครสักคนฟังเขาจริงๆ

แล้วงานวิจัยก็ไม่ได้บอกว่า “มนุษย์ชนะ AI” แบบง่ายๆ ด้วยนะ
Purcell (2025) ทดลองให้คนใช้ AI ช่วยเขียนข้อความเพื่อสร้างความไว้ใจ
ผลคือ คนที่มี AI ช่วย สามารถสร้างความไว้ใจได้ใกล้เคียงกับคนที่เขียนเอง และใช้เวลาน้อยกว่า

แม้จะบอกอีกฝ่ายว่าใช้ AI ช่วย ก็ไม่ได้ทำให้ความไว้ใจลดลงอย่างชัดเจน
งานนี้เป็นการสื่อสารสั้นๆ เพื่อสร้างความไว้ใจในสถานการณ์เฉพาะ ไม่ได้แปลว่าจะใช้สรุปกับความสัมพันธ์ทุกรูปแบบได้
แต่มันก็น่าสนใจตรงที่ว่า
AI เข้ามาช่วยเขียน ไม่ได้แปลว่าความไว้ใจจะหายไปอัตโนมัติ

อันนี้ยิ่งทำให้ผมคิดว่า
เรื่องนี้อาจไม่ใช่ว่า
“AI เขียนไม่ได้ดีเท่าคน”
เพราะหลายกรณีมันอาจเขียนได้ดีจริงๆ
มันอาจเป็นคนละคำถามมากกว่าว่า

ในงานเขียนชิ้นนี้ คนอ่านกำลังต้องการ “คำตอบ”
หรือกำลังอยากรู้ว่า “คนคนนี้คิดอะไร”?

เพราะงั้น มันอาจไม่ใช่ความสมบูรณ์แบบของสรุป
หรือคำแนะนำที่ดีเสมอไป
เรื่องนั้น มนุษย์บางคนก็ทำได้ดี
AI ก็ทำได้ดีในหลายกรณีเหมือนกัน

มันแค่ว่า เวลาอ่านบทความบทหนึ่ง
เราเชื่อไหมว่า

มีมนุษย์คนหนึ่งที่เจออะไรมา
สงสัยอะไรบางอย่าง
ยังไม่รู้บางอย่าง
แล้วกำลังเอาสิ่งที่เขาเห็นจริงๆ มาเล่าให้เราฟังอยู่ข้างหลังบทความนั้น

ผมคิดว่าส่วนนี้แหละ
ที่ผมอยากเก็บไว้ในงานเขียนตัวเอง

หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับใครต่อใครนะครับ